Social Login

Sign in with a social network:

Powered by OneAll Social Login

Login



Find us on Facebook

New Registration

In order to register on this site, you must first submit the passphrase below.

name the province where clinic located

Login



mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday127
mod_vvisit_counterYesterday228
mod_vvisit_counterThis week355
mod_vvisit_counterLast week1853
mod_vvisit_counterThis month6965
mod_vvisit_counterLast month8417
mod_vvisit_counterAll days186138

We have: 3 guests online
Your IP: 38.107.179.207
 , 
Today: พ.ค. 21, 2012

Theerayut RSS

RSS news RSS news

Podcast

Join our Podcast
Podcast Feed
การรักษาสิว PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ 05 ธันวาคม 2009 เวลา 10:09 น.

 

ในการรักษาสิว การวางเป้าหมายในการรักษาสิวในคนไข้แต่ละคนนั้น อาจจะแตกต่างกัน แต่โดยรวมทุกคนย่อมต้องการให้สิวของตนหายเร็วที่สุด และทิ้งร่องรอยไว้น้อยที่สุด หรือไม่มีเลยก็ยิ่งดี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่จะกำหนดแนวทางการรักษา จะขึ้นกับความรุนแรงและจำนวนของสิวที่เป็นเป็นหลัก อายุ อาชีพ และความคาดหวังต่อผลการรักษาของคนไข้เป็นปัจจัยประกอบ เป็นต้นว่าการรักษาสิวใน เด็กผู้ชายวัยเริ่มจะรุ่นมักเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมให้ได้ระดับไม่มีสิวเลย ทั้งนี้เป็นเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงวัยรุ่น กิจกรรมที่มีมากในวัยนี้ ประกอบกับบางคนยังไม่สนใจในภาพลักษณ์ของตนในสายตาของเพื่อน (ซึ่งก็มักเป็นสิวเหมือนๆกัน) หรือเพศตรงข้าม

 ในทางกลับกัน วัยรุ่นบางคนที่เริ่มจะมีความสนใจในเพศตรงข้าม หรือคนในบางสายอาชีพ เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง ประชาสัมพันธ์ หรือบุคคลที่ต้องอาศัยภาพลักษณ์ในการดำเนินอาชีพ การมีสิวแม้เพียงเล็กน้อย หรือสิวที่หายแล้ว กลับเป็นขึ้นมาใหม่ ก็อาจเป็นเรื่องที่ทำให้เครียด กังวลใจ และมีส่วนในการกำหนดแนวทางการรักษาของแพทย์ ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แพทย์ที่มีประสบการณ์จะสังเกตได้และเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน อย่างไรก็ตามการพูดคุย กับแพทย์ถึงความคาดหวังต่อผลการรักษาก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น เพราะในการรักษาโรคใดๆ ก็ตาม คนไข้ควรจะเป็นทีมเดียวกันกับผู้รักษาและต้องเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

          ในหลักการรักษา โดยทั่วไป สิวอักเสบ มักเป็นส่วนที่ทำให้ยุบลง และเห็นผลการรักษาได้เร็ว (แต่มักทิ้งร่อยรอยไว้มากกว่า) ในขณะที่สิวอุดตัน มักเป็นส่วนที่ทำให้หายไปได้ยากกว่า และเห็นผลช้า (แต่มักไม่ทิ้งร่องรอยไว้) ในกรณีที่มีสิวอักเสบมากกว่า 5-6 จุด มักจะต้องให้ยารับประทานร่วมไปด้วย โดยที่ยารับประทานอาจจะเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะ ยาต้านฮอร์โมน (ในรูปของยาคุมกำเนิดบางชนิด) หรือยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของต่อมไขมัน ในการพิจารณาว่าจะใช้ยาตัวใดนั้น แพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจ จากข้อมูลหลายอย่าง เป็นต้นว่า ในการใช้ยาต้านฮอร์โมน จะใช้ได้เฉพาะเพศหญิง และมักจะเป็นสิวที่มักขึ้นมากก่อนมีรอบเดือน สิวเหล่านี้มักเป็นบริเวณคาง คนไข้อาจจะมีลักษณะผิวมัน ขนดก ผมบางร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้จะได้ประโยชน์มากจากยากลุ่มนี้ไปด้วย โดยเฉพาะถ้าจำเป็นต้องคุมกำเนิดอยู่แล้ว ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ช้า ซึ่งคนไข้ควรมีความเข้าใจ ว่าอาจจะต้องทานไป 2-3 รอบเดือน จึงจะส่งผลดีต่อการรักษา และเมื่อทานแล้วก็ควรจะต้องทานติดต่อกันให้ได้ 4-6 รอบเดือน สำหรับยาในกลุ่มควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน นั้น เป็นยาที่ต้องควบคุม และสั่งจ่ายโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น เนื่องจากมีผลข้างเคียงที่สำคัญ คือในหญิงตั้งครรภ์จะทำให้เด็กในครรภ์พิการ หรือเสียชีวิต (อันตรายมักเกิดกับระบบ หัวใจ หลอดเลือด และสมอง) จึงต้องแน่ใจว่าคนไข้จะไม่ตั้งครรภ์ระหว่างที่รับประทานยากลุ่มนี้ จนกว่าจะหยุดยาแล้ว 2 เดือน นอกจากนี้ยังไม่ควรจะมีโรคประจำตัว จำพวกโรคตับ ไขมันในเลือดสูง แม้ว่าจะเป็นยาที่ดูแล้วน่ากลัว แต่ก็ถือว่าเป็นยาที่ประสิทธิภาพสูงในการรักษาสิวที่เป็นมาก หรือรักษายาก และแน่นอนว่าเป็นยาที่มีราคาค่อนข้างแพง แต่เมื่อเทียบกับแผลเป็นที่เกิดจากการรักษาที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่สามารถควบคุมสิว และทำให้ยุบลงได้เร็ว และดีพอ ค่าใช้จ่ายในการรักษาแผลเป็นเหล่านี้จะมากกว่ามาก และไม่สามารถจะแก้ไขรอยแผลเป็นทุกอย่างให้กลับมาปกติได้ 100% เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่า สิวที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องรักษาด้วยยารับประทานด้วย คนไข้มักจะต้องทานยาติดต่อกันนานพอสมควร บางรายอาจนาน 4-6 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่อาจจะทำให้คนไข้บางคน หรือผู้ปกครองกังวลว่าจะมีอันตรายจากการทานยาให้ระยะยาวหรือไม่ เรื่องนี้ขอให้มั่นใจได้ว่า ถ้าการรับประทานยาเป็นไปตามข้อบ่งชี้แล้ว ผลดีจากการรักษาด้วยยาเมื่อชั่งน้ำหนักเทียบกับผลข้างเคียงหรือภาระจากการทานยาแล้ว ต้องดีกว่าแน่นอน เพราะสำหรับสิวบางประเภทแล้ว การไม่ทานยา และพยายามรักษาด้วยยาทาอย่างเดียว แล้วได้ผลดี เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

ในส่วนของการทายา ก็ยังถือว่าเป็นการรักษาหลัก แม้ว่าคนไข้บางรายจะต้องทานยา ก็ยังคงต้องมียาทาเป็นหลักด้วยอยู่ดี ประเภทของยาทาที่มีใช้กันอยู่ ก็จะเป็นไปตามพยาธิกำเนิดของสิว ซึ่งก็มีการอุดตันที่รูขุมขน, การติดเชื้อแบคทีเรีย, การอักเสบ ซึ่งแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับสิวที่เป็นว่าเป็นสิวอักเสบ หรือสิวอุดตันมากกว่ากัน โดยหลักการทั่วไป ยากลุ่มนี้มักจะทำให้หน้าแห้งและลอก ซึ่งเป้าหมายของการรักษา ก็คือต้องการให้สิวอักเสบยุบลง และสิวอุดตันหลุดออก ซึ่งการรักษาให้ได้ผลดังกล่าว ถ้าไม่จำเป็นต้องมีอาการหน้าแห้ง และลอกได้ก็ย่อมเป็นการดีที่สุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ อาการแห้งแค่พอตึงๆ และลอกแค่พอเป็นขุยๆ ถือว่าพอยอมรับได้ แต่ถ้าแห้งจนแสบแดง ลอกจนเป็นแผ่น เป็นสะเก็ด ก็ถือว่ามีการระคายเคืองเกิดขึ้น โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามเริ่มจากยาที่อ่อนก่อน แล้ว แล้วค่อยปรับให้แรงขึ้น เมื่อเห็นว่าคนไข้เริ่มปรับตัวได้แล้ว อย่างไรก็ตามปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อการระคายเคือง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน เช่น การทายามากเกินไป การทายาทิ้งไว้นานเกินไป ในยาที่ทาแล้วจะต้องล้างออก สภาพแวดล้อม เช่นช่วงหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง หรือการอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา การตากแดดมาก การใช้สบู่แรง หรือล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไปก็ส่งผลต่อการระคายเคืองด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อมีปัญหาเรื่องการระคายเคืองเกิดขึ้น แพทย์ก็จะพูดคุยสอบถามถึงสาเหตุ และแนะนำไปตามนั้น อาจจะมีการหยุดพักใช้ยาไประยะหนึ่ง หรือปรับยาให้อ่อนลงกว่าเดิมด้วย แต่ส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ยาเดิมได้ ซึ่งไม่เหมือนกับการแพ้ ซึ่งมีจะมีอาการคัน เป็นผื่นแดง หรือมีน้ำเหลือง ในลักษณะนี้ ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นการแพ้ยา ไม่ใช่การระคายเคือง ก็ไม่สามารถใช้ยานั้นได้อีก เพราะไม่ว่าจะทาให้บางลง หรือ ปรับเปอร์เซนต์ยาน้อยลงอย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นการแพ้แล้วจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ใช้ยานั้นอีก เพราะอาการแพ้อาจจะรุนแรงกว่าเดิมถ้าได้รับยาที่แพ้ซ้ำเข้าไปอีก

         

นวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาสิว จากความรู้ที่ว่า ในการเป็นสิวจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Propionibacterium Acne (P.acne) และแบคทีเรียชนิดนี้จะผลิตสารชนิดหนึ่งออกมา (Protoporphyring IX) ซึ่งเมื่อทำปฏิกริยากับแสงสีฟ้าที่ความเข้มข้นสูง (Intense blue light, 405-420 nm.) จะมีการปล่อยสารอนุมูลอิสระออกมาซึ่งจะทำลายแบคทีเรียดังกล่าว ทำให้สิวดีขึ้น แต่จำเป็นต้องทำซ้ำๆ หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าต่อการรักษา (cost-effectiveness) การรักษาด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ให้ผลดีกว่าการรักษาด้วยยา, มีค่าใช้จ่ายสูง และยังจำเป็นต้องใช้ยาทาร่วมไปด้วยอยู่ดี แต่อาจเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ต้องการจะทานยา แม้ว่าจะมีข้อบ่งชี้ก็ตาม



Add this page to your favorite Social Bookmarking websites
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 09 ธันวาคม 2009 เวลา 15:37 น.